นับตั้งแต่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2012 โตเกียวสกายทรี (TOKYO SKYTREE®) ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "หอคอยที่สูงที่สุดในโลก" ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชม! แม้ว่าจะถูก Burj Khalifa ในดูไบแซงหน้าและกลายเป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับสองของโลก แต่ก็ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโตเกียว วิวจากชั้น 450 เป็นอย่างไรบ้าง? คุ้มค่าแก่การซื้อตั๋วเข้าชมไหม? เราขอชวนทุกคนตาม "JapaiJAPAN" มุ่งสู่ไปวิเคราะห์ทุกแง่มุมของโตเกียวสกายทรี ทั้งกิน เที่ยว ชอป ครบจบในที่เดียว! และยังมีความลับอื่นๆ ของสกายทรีมาเปิดเผยให้ทุกคนได้รู้อีกด้วย!

ทำการบ้านก่อนไป! มารู้จักโตเกียวสกายทรีกัน
"โตเกียวสกายทรี" เป็นหอวิทยุของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในโอชิอาเกะ กรุงโตเกียว ด้วยความสูงรวม 634 เมตร หลังจากสร้างเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2012 ได้กลายเป็น "หอคอยที่สูงที่สุดในโลก" และ "อาคารที่สูงเป็นอันดับสองของโลก" รองจาก Burj Khalifa ในดูไบ

“โตเกียวสกายทรี” ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ “โตเกียวทาวเวอร์” เหรอ?
เหตุผลที่ญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างหอคอยแรกเรื่มเดิมทีนั้น จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทรทัศน์ เนื่องจากสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ของแต่ละสถานีจำเป็นต้องส่งสัญญาณผ่านหอคอยสูงเพื่อให้ทีวีของผู้อยู่อาศัยสามารถรับสัญญาณได้ ในอดีตโตเกียวทาวเวอร์ได้ดำเนินภารกิจนี้ และได้มีการต่อเติมจากเดิมที่สูง 200 เมตรให้สูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ทำให้โตเกียวทาวเวอร์มีความสูงขึ้นมาจนถึง 333 เมตร แต่ก็ไม่สามารถรับน้ำหนักเพิ่มได้อีกต่อไป นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา สถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนจากสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิทัลความละเอียดสูงทั้งหมด ญี่ปุ่นจึงต้องการหอคอยที่มีความสูงกว่า 600 เมตรอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้หอคอยนี้ยังสามารถใช้ประกาศป้องกันภัยพิบัติในกรณีเกิดภัยพิบัติใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วย

ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ได้ถูกส่งมอบให้กับโตเกียวสกายทรีแล้ว แหล่งที่มาของภาพ : ภาพถ่ายสุดเซอร์ไพรส์ Tokyo Date
โตเกียวสกายทรีไม่ได้ถูกเรียกว่าโตเกียวสกายทรีแต่แรก? มาดูกันดีกว่าว่ามีชื่ออะไรถูกส่งเข้าประกวดบ้าง

แหล่งที่มาของรูปภาพ โลโก้อย่างเป็นทางการของโตเกียวสกายทรี
:เว็บไซต์โตเกียวสกายทรี
ก่อนที่โตเกียวสกายทรีจะเสร็จสมบูรณ์ ได้มีการเชิญหลายฝ่ายให้เสนอชื่อใหม่ของหอคอยที่กำลังจะสร้างเสร็จ และในที่สุด "คณะกรรมการพิจารณาชื่อหอคอยใหม่" ได้เลือก 6 รายชื่อต่อไปนี้จากทั้งหมด 18,606 รายชื่อที่ถูกส่งเข้าประกวด ได้แก่
・Tokyo Edo Tower (โตเกียวเอโดะทาวเวอร์)
・Tokyo Skytree (โตเกียวสกายทรี)
・Mirai Tower (หอคอยแห่งอนาคต)
・Yumemiyagura (ยูเมะมิยากุระ)
・Rising East Tower (ไรซิงอีสต์ทาวเวอร์)
・Rising Tower (ไรซิงทาวเวอร์)
และท้ายที่สุด โตเกียวสกายทรี ก็ได้รับเลือกด้วยคะแนนโหวต 32,699 เสียง ซึ่งหมายถึง "Tree (ต้นไม้)" ต้นไม้แห่งความเจริญรุ่งเรืองและชีวิตที่ไม่มีที่สิ้นสุดที่แผ่ขยายและเติบโตไปจนถึง "Sky (ท้องฟ้า)" ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของชีวิตที่ไหลหลั่งไหลไม่รู้จบของผู้คน และยังหมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของผู้คนและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
เมื่อทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมมุ่งหน้าสู่โตเกียวสกายทรีได้เลย!
จะเดินทางไป “โตเกียวสกายทรี” ได้อย่างไร? จดจำจุดแวะพักทั้งสองจุดนี้กันเลย!
โตเกียวสกายทรีตั้งอยู่ในเขตสุมิดะทางตะวันออกของโตเกียว ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างอาซากุสะและแม่น้ำสุมิดะโดยใช้เวลาเดินเพียง 20 นาที เหมาะมากที่จะรวมอยู่ในแผนการท่องเที่ยวอาซากุสะและละแวกใกล้เคียงของคุณ แต่หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเดินและต้องการนั่งรถไฟ แค่มองหา 2 สถานีนี้ไว้ รับรองว่ามาถึงที่อย่างไม่มีปัญหา!
สถานีโตเกียวสกายทรี | สถานีโอชิอาเกะ (หน้าสกายทรี) |
เส้นทางที่ 1 ขึ้นรถไฟสายโทบุสกายทรีจาก "สถานีคิตะเซ็นจู" นั่งไป 1 สถานี | เส้นทางที่ 1 ขึ้นรถไฟด่วนสาย JR โซบุ จาก "สถานีโตเกียว" ไปยัง "สถานีคินชิโจ" จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟโตเกียวเมโทรสายฮันโซมง |
เส้นทางที่ 2 จากสถานีอาซากุสะ เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสายโทบุสกายทรี นั่งไป 1 สถานี | เส้นทางที่ 2 จาก "สถานีชินากาว่า" เปลี่ยนไปขึ้นสายเคย์คิวหรือสายโทเออาซากุสะโดยตรง |
เส้นทางที่ 3 จาก "สถานีอุเอโนะ" เปลี่ยนไปขึ้นรถไฟโตเกียวเมโทรสายกินซ่า ไปยัง "สถานีอาซากุสะ" จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสายโทบุสกายทรี นั่งไป 1 สถานี | เส้นทางที่ 3 ขึ้นรถไฟสายเคย์คิว หรือสายโทเออาซากุสะ จากสนามบินฮาเนดะโดยตรง |
เส้นทาง 4 จากสนามบินนาริตะ ขึ้นรถไฟสาย Keisei-Narita Airport หรือสาย Keisei-Narita Sky Access โดยตรง |

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชั้นต่าง ๆ ของ "โตเกียวสกายทรี" !
ชั้น 445~450 | Tembo Galleria |
จุดสูงสุดของ Skytree ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้! คุณสามารถขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 445 และเดินขึ้นเนินไปถึงจุดสูงสุดที่ 451.2 เมตร และถึงแม้จะยังห่างจากยอดหอคอยที่สูงถึง 634 แต่รับประกันเลยว่าทิวทัศน์บนนั้นสวยงามน่าทึ่งมาก! |
---|---|---|
ชั้น 340~350 | Tembo Deck |
คุณสามารถขึ้นลงได้อย่างอิสระระหว่างชั้น 340 และ 350 ด้วยบันไดเลื่อน ชั้น 340 เป็น "พื้นกระจก" อันโด่งดัง ชั้น 345 มี "Sky Restaurant", "Skytree Shop" และ "Skytree Post" ที่สวยงาม ชั้น 350 มี "Skytree Round Theater" และ "กล้องส่องทางไกลความละเอียดสูง" ให้ส่องดูทิวทัศน์ของเอโดะ และที่นี่ยังเป็นจุดจำหน่ายตั๋วเพื่อขึ้นไปเยี่ยมชม "Tembo Galleria" ที่ชั้น 450 อีกด้วย |
ชั้น 1~5 | สำนักงานขายตั๋ว, ร้านขายของที่ระลึก |
ชั้น 1 คือ "เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วสำหรับหมู่คณะ" และห้องจำหน่ายตั๋ว "ทัวร์โตเกียวสกายทรี" ตรงข้ามจุดขายตั๋วคือ "Skytree Shop" ชั้น 4 เป็น "เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วสำหรับบุคคลทั่วไป" หลังจากซื้อตั๋วแล้วให้ไปที่ทางเดินข้าง ๆ คุณจะพบลิฟต์ที่ตรงไปยังชั้น 350! ชั้นที่ 5 คือ "ทางออก" หลังจากเยี่ยมชม Tembo Deck และ Tembo Galleria เสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมแวะซื้อของที่ระลึกที่ "Skytree Shop" ด้วยนะ! |
สรุปไฮไลท์ของ "โตเกียวสกายทรี" !
1. ใกล้แบบแทบเอื้อมมือสัมผัสท้องฟ้าได้ : Tembo Deck, พื้นกระจก, Tembo Galleria

ชั้น 350 : Tembo Deck
เมื่อมองออกจาก Tembo Deck คุณไม่เพียงแต่จะสามารถมองเห็นชิบูย่า โตเกียวโดม และโตเกียวทาวเวอร์ได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโตเกียวดิสนีย์แลนด์ โอไดบะ และสนามบินฮาเนดะได้อีกด้วย! หากอากาศดีคุณอาจมีโอกาสได้เห็นภูเขาไฟฟูจิหรือแม้แต่เทือกเขาแอลป์ตอนใต้เลยทีเดียว!
ชั้น 340 : "พื้นกระจก" ที่ทำให้ขาสั่น
แน่นอนว่าเหตุผลที่เกือบทุกคนนั้นอยากขึ้นสกายทรีนั้นเป็นเพราะอยากสัมผัสกับความรู้สึกราวกับลอยอยู่กลางอากาศ และบน "พื้นกระจก" ที่ชั้น 340 จะมอบความรู้สึกนั้นให้กับคุณ ตอนต่อคิวอาจจะดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่เมื่อยืนบนนั้นจริง ๆ คุณจะมองเห็นโครงสร้างเหล็กของตัวอาคาร ทำให้รู้สึกปลอดภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีบริการถ่ายรูปอีกด้วย ถ้าถูกใจก็สามารถขอซื้อรูปกลับบ้านได้ด้วยนะ!
ชั้น 445 ถึง 450 : "Tembo Galleria" อันน่าทึ่ง

เนื่องจากจำเป็นจะต้องซื้อตั๋วเพิ่มเติมจาก "Tembo Deck" เพื่อไปยัง "Tembo Galleria" หลายคนจึงเลือกที่จะยอมแพ้ แต่ที่จริงแล้วทิวทัศน์จาก Tembo Galleria ก็แตกต่างไปจาก Tembo Deck อยู่พอสมควร ยิ่งสูงเท่าไหร่ มุมมองก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น! เมื่อรวมกับการออกแบบทางเดินสีขาวบริสุทธิ์ คุณสามารถดื่มด่ำกับทิวทัศน์ของโตเกียวได้แบบ 360 องศาภายใต้ท้องฟ้าสีครามและเมฆสีขาว ทำให้อารมณ์ปลอดโปร่งสดใสขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ! และที่นี่ยังมีบริการถ่ายภาพ โดยมีที่นั่งเมฆนุ่ม ๆ ไว้ให้บริการพร้อมอุปกรณ์สวมศีรษะให้สวมใส่ หลังจากถ่ายภาพแล้ว จะได้รับรูปถ่ายเล็ก ๆ เป็นของที่ระลึก (ฟรี)!
เมื่อเดินต่อไปตามทางเดิน ก็จะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดบนชั้น 450 ได้! ด้วยทิวทัศน์อันน่าทึ่งที่ความสูง 451.2 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในตอนแรกอาจรู้สึกหวิวๆ เล็กน้อย แต่ไม่นานก็จะเริ่มชินและดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ เมื่อมองจากที่นี่ บ้านและถนนจะหดลงเหลือขนาดเล็กจิ๋ว และรถหรือเรือที่เคลื่อนที่ก็ดูราวกับไฟริบหรี่ที่ตัดกับท้องฟ้าสีครามสุดลูกหูลูกตา แนะนำให้คุณมาสัมผัสได้ด้วยตาคุณเองเท่านั้น!
2. บิ๊กเซอร์ไพรส์ในตอนกลางคืน! ตะลึงกับการประดับไฟแสงสีสุดตระการตา

“粋” สัญลักษณ์ของสายน้ำอันใสสะอาดของแม่น้ำสุมิดะ
แหล่งที่มาของภาพ : Sugaru

"雅" สัญลักษณ์ของความสง่างามของสมัยเอโดะ
ที่มาของภาพ : เว็บไซต์โตเกียวสกายทรี

"幟" สัญลักษณ์ของความอบอุ่นและความกระตือรือร้น
แหล่งที่มาของภาพ : เว็บไซต์โตเกียวสกายทรี
หลังจากเที่ยวชมสกายทรีจนเสร็จก็มักจะเป็นเวลาช่วงฟ้ามืด ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีไฮไลท์อีกอย่างรออยู่ในตอนกลางคืน นั่นก็คือการประดับไฟยามค่ำคืนของโตเกียวสกายทรี! ประกอบด้วยสีพื้นฐาน 3 สี ได้แก่ "粋 (สีฟ้า)" "雅 (สีม่วง)" และ "幟 (สีเหลือง)" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความใสสะอาดของแม่น้ำสุมิดะ ความสง่างามของเอโดะ และความอบอุ่นและความกระตือรือร้น ตามลำดับ เมื่อมองจากระยะไกลยังสามารถมองเห็นวิธีการจัดแสงที่เน้นให้เห็นโครงสร้างเหล็กซึ่งดูล้ำสมัย "มงกุฎแห่งแสง" ที่ด้านบนเป็นสัญลักษณ์ของยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งผสมผสานองค์ประกอบแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว โดยปกติแล้วจะมีการแสดงแสงสีทั้ง 3 สีนี้หมุนเวียนกันไป แต่เมื่อมีเทศกาลหรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ ก็จะมีแสงไฟแบบพิเศษถูกนำมาใช้ ราวกับการตามหา Easter Egg ที่คาดเดาไม่ได้ทุกครั้งที่มาเยือน!

แสงสีพิเศษที่ใช้เมื่อตอนเปิดตัวภาพยนตร์ "The Avengers"
แหล่งที่มาของรูปภาพ : เว็บไซต์โตเกียวสกายทรี

สีของ "ธงชาติญี่ปุ่น" สว่างขึ้นเพื่อตอบรับการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิองค์ใหม่
แหล่งที่มาของรูปภาพ : เว็บไซต์โตเกียวสกายทรี
3. ของที่ระลึกสุด Limited จาก Skytree หากไม่ซื้อคงน่าเสียดายแย่!
โตเกียวสกายทรี มีร้านขายของที่ระลึก 3 แห่ง บนชั้น 345, ทางออกบริเวณชั้น 5 และบนชั้น 1 ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุด ร้านขายของที่ระลึกที่ชั้น 1 จะดูสะดุดตามากเพราะเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วแบบหมู่คณะ ไม่ว่าคุณจะต้องการซื้อของที่ระลึกตอนขาเข้าหรือขาออกก็สามารถซื้อได้ สินค้าที่มีขายที่นี่ ได้แก่ บิสกิตและขนมอบทั่วไป พวงกุญแจ ตุ๊กตามาสคอตสกายทรี ผลิตภัณฑ์เครื่องแก้ว โมเดล และอื่น ๆ ที่มีราคาค่อนข้างสูง มีแม้กระทั่งชุดมาสค็อต "Skytree Sisters" สุดคิวท์!



ร้านขายของที่ระลึกบนชั้น 345 ตั้งอยู่ทางเดียวกับทางไป "Tembo Deck" บนชั้น 340 โดยส่วนใหญ่จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการ collab เป็นครั้งคราว และครั้งนี้ "Japai Japan" บังเอิญไปพบกับผลงานที่ร่วมงานกันระหว่าง โตเกียวสกายทรี x หอไอเฟล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ดูสวยงามเก๋ไก๋มากมาย! เพื่อน ๆ ที่ชอบส่งโปสการ์ดสามารถเลือกซื้อได้ที่นี่ หลังจากกรอกแบบฟอร์มแล้ว ให้ไปที่ "Skytree Post" ข้างร้านขายของที่ระลึกแล้วส่งไปรษณีย์ได้เลย!



4. Sky Restaurant 634 พร้อมวิวสุดอลังการ
ร้านอาหารระดับไฮเอนด์ชื่อดังแห่งเดียวบนสกายทรี! "Sky Restaurant 634" มีคอสให้เลือก 3 แบบสำหรับมื้อเย็น ด้วยวิวที่สวยงามที่นี่จึงเป็นตัวเลือกแรกสำหรับการฉลองวันเกิด งานเลี้ยงอาหารค่ำ และการขอแต่งงาน ถ้าลองเสี่ยงดวงมาจะพบว่าที่นั่งเต็มเกือบทุกครั้ง ดังนั้นเราจึงแนะนำให้จองผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการก่อนเพื่อความชัวร์!
Sky Restaurant 634
・ชั้น : ชั้น 345
・เวลาทำการ : มื้อกลางวัน 12:00 น.~16:00 น. วันหยุดนักขัตฤกษ์ 11:30 น.~16:00 น. มื้อเย็น 17:30 น.~23:00 น.
・กรุณาติดต่อเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพื่อจอง
โตเกียวสกายทรี (TOKYO SKYTREE®)
・เวลาทำการ : เวลาทำการของร้านค้าในแต่ละชั้นจะแตกต่างกัน โปรดดูรายละเอียดที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
・การเดินทาง : สายโทเออาซากุสะ "สถานีโอชิอาเกะ", สายโทบุสกายทรี "สถานีโตเกียวสกายทรี"
・ลิงก์ซื้อตั๋ว : ตั๋วจุดชมวิว (Klook)
・เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (ภาษาจีน)
โตเกียวสกายทรีไม่ได้มีแค่จุดชมวิว แต่ยังเป็นศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวครบวงจร ทั้งโตเกียวโซลามาจิ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสุมิดะ และท้องฟ้าจำลองเท็งคู เหมาะสำหรับทริปครอบครัวหรือเพื่อนฝูง วางแผนเที่ยวโตเกียวสกายทรีได้ตลอดทั้งวัน รับรองว่าคุ้มค่าการเดินทางแน่นอน